การทำเว็บไซต์ในปัจจุบันไม่ใช่แค่เรื่องของดีไซน์และฟังก์ชันเท่านั้น แต่ “ภาษา” ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะถ้าเว็บไซต์ของคุณมีเนื้อหาภาษาอังกฤษและต้องการสื่อสารกับผู้อ่านคนไทย การแปลที่ไม่ดีอาจทำให้ข้อมูลผิดเพี้ยน ไม่น่าเชื่อถือ หรือทำให้ผู้อ่านรู้สึกขัดใจจนไม่อยากอ่านต่อเลยทีเดียว
เพื่อช่วยให้เว็บไซต์ของคุณมีคุณภาพ เรามาลองดู 5 ปัญหาที่พบบ่อยในการแปลภาษาอังกฤษเป็นไทย พร้อมวิธีรับมือกัน
-
แปลตรงตัวทีละคำ (Word by Word)
การถ่ายทอดความหมายจากภาษาอังกฤษมาเป็นภาษาไทย ต้องเข้าใจความหมายและแปลออกมาให้ใกล้เคียงต้นฉบับมากที่สุดเพื่อรักษาความถูกต้องตามข้อเท็จจริง แต่การแปลตรงตัวทีละคำทำให้บทความแปลไม่น่าอ่าน แม้จะรักษาเนื้อหาเดิมได้อย่างสมบูรณ์ แต่ไม่ใช่ลักษณะธรรมชาติของภาษาไทยจึงขาดอรรถรสในการอ่าน ผู้อ่านกลับรู้สึกสะดุด เว็บไซต์ที่คาดหวังว่าผู้อ่านจะกลายมาเป็นลูกค้าในอนาคตต้องการนักแปลที่เรียบเรียงเนื้อหาใหม่ให้แม่นยำและสละสลวยที่สุด
ตัวอย่าง
- ต้นฉบับ: Time flies like an arrow.
- แปลแบบ word by word: “เวลา บิน เหมือน ลูกธนู”
- แปลที่ถูกต้อง: “เวลาผ่านไปราวกับลูกธนูพุ่ง”
จะเห็นได้ว่า การแปลแบบเรียงคำตรง ๆ ทำให้ความหมายดูแปลก แต่ถ้าเข้าใจเจตนาของประโยค จะสามารถถ่ายทอดออกมาให้สละสลวยและเข้าใจง่ายขึ้น
เคล็ดลับ: ก่อนแปลทุกครั้งให้ถามตัวเองว่า “ถ้าเป็นภาษาไทยจริง ๆ จะพูดว่าอะไร”
-
ใช้คำศัพท์ไม่เหมาะสม
คำศัพท์อังกฤษบางคำมีหลายความหมาย หรือเป็นคำเฉพาะทางที่ต้องใช้ความรู้พื้นฐานในสาขานั้น ๆ ถ้าเลือกใช้ผิดอาจทำให้ข้อมูลผิดเพี้ยนได้ สาเหตุเกิดจากนักแปลขาดความรู้คำศัพท์เฉพาะทางจึงเลือกคำศัพท์ในเรื่องที่แปลไม่ถูกต้อง แม้คำศัพท์มีความหมายคล้ายกันแต่ใช้แทนกันไม่ได้ แปลเป็นคำในภาษาไทยโดยตรงไม่ได้ การใช้คำทับศัพท์ในภาษาอังกฤษเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่พบบ่อย ยิ่งเป็นคำศัพท์เฉพาะทางที่ไม่คุ้นเคยหรือคำย่อที่ไม่ได้ใช้กันอย่างแพร่หลายก็อาจเสี่ยงแปลผิดพลาดได้ง่าย หากผู้อ่านเป็นกลุ่มเป้าหมายที่เข้าใจคำศัพท์นั้นอยู่แล้วก็ไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าเป็นผู้อ่านทั่วไป ศัพท์เฉพาะบางคำจำเป็นต้องอธิบายความหมายเพิ่มเติมให้เข้าใจตรงกัน โดยเขียนคำอธิบายให้ผู้อ่านเข้าใจง่ายขึ้น สำหรับปัญหานี้ควรแจ้งผู้รับแปลภาษาอังกฤษเป็นไทย ให้เขียนอธิบายความหมายกำกับไว้ภายในวงเล็บโดยเลือกถ้อยคำที่เรียบง่าย กระชับ มีความหมายชัดเจน และตรงตามต้นฉบับ
ตัวอย่าง
- Bank ถ้าไม่ดูบริบทอาจแปลว่า “ธนาคาร” เสมอ แต่จริง ๆ แล้วอาจหมายถึง “ตลิ่ง” หรือ “กองสะสม” ก็ได้
- Mouse อาจหมายถึง “หนู” แต่ในคอมพิวเตอร์คือ “เมาส์”
วิธีแก้:
- ถ้าเป็นคำเฉพาะ ควรใช้คำอธิบายในวงเล็บ เช่น Cache (หน่วยเก็บข้อมูลชั่วคราว)
- หลีกเลี่ยงการทับศัพท์ที่ไม่จำเป็น และใช้คำไทยที่เข้าใจง่ายแทน
-
ไม่เข้าใจสำนวนหรือวลี
ภาษาอังกฤษมีสำนวนหรือวลีมากมายโดยเฉพาะกริยาวลี (Phrasal verbs) หมายถึงกลุ่มคำกริยาที่มีสองคำขึ้นไปทำให้ความหมายเปลี่ยนไปจากเดิม กรณีนักแปลไม่เชี่ยวชาญภาษาต้นฉบับเข้าใจได้ว่าเกิดจากปัญหาด้านวัฒนธรรมทางภาษาที่แตกต่างกัน มักจะแปลผิดเป็นประจำเพราะไม่ทราบความหมายที่ถูกต้องชัดเจนแม้จะเป็นประโยคสั้น ๆ ก็ตาม เสี่ยงที่จะแปลผิดพลาดได้ง่าย มีตัวอย่างดังนี้
– give up แปลว่า “หยุด, เลิก” (มาจากคำว่า give แปลว่า “ให้” และ up แปลว่า “ขึ้น”) จะแปลว่า “ให้ขึ้น” ไม่ได้
นอกจากนี้ในภาษาอังกฤษยังมีตัวอย่างคำกริยาคำเดียวที่ใช้งานได้ครอบจักรวาลและมีสารพัดความหมาย เช่น
– get แปลว่า “ได้รับ, ซื้อ” เมื่อตามด้วยคำนามอาจแปลความหมายต่างกัน โดยประโยค I got a flower. แปลว่า “ฉันได้รับดอกไม้” หรือ I got a driver’s license. แปลว่า “ฉันได้ใบขับขี่” ส่วน I got a new watch. แปลว่า “ฉันซื้อนาฬิกาใหม่”
– get แปลว่า “มาถึง, ไปถึง” โดยประโยค I just got home. แปลว่า “ฉันเพิ่งกลับมาถึงบ้าน” ส่วน I usually get the bus to work. “ฉันขึ้นรถบัสไปทำงานเป็นประจำ”
– get แปลว่า “เข้าใจ” โดยประโยค I got it. แปลว่า “เข้าใจแล้ว” หรือ You got it wrong. แปลว่า “คุณเข้าใจผิดเเล้ว”
– get บอกอาการเจ็บป่วย โดยประโยค I got a cold from my brother. แปลว่า “ฉันติดหวัดจากน้องชาย”
จะเห็นได้ว่าคำกริยาคำเดียวตีความหมายได้หลากหลาย หากไม่เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษหรือก่อนแปลไม่ดูบริบทของประโยคให้ดีก่อน อาจทำให้เลือกคำศัพท์ผิดพลาดและถ่ายทอดความหมายเปลี่ยนไปจากภาษาต้นฉบับได้
นอกจากนี้ ภาษาอังกฤษยังเต็มไปด้วยสำนวน (Idioms) และกริยาวลี (Phrasal verbs) ที่ไม่สามารถแปลตรงตัวได้
ตัวอย่าง
- Break the ice
- แปลตรงตัว: “ทำลายน้ำแข็ง”
- ความหมายจริง: “ทำลายความเกร็ง” หรือ “เริ่มทำความรู้จัก”
- Hit the sack
- แปลตรงตัว: “ตีถุง”
- ความหมายจริง: “เข้านอน / ไปนอน”
- Piece of cake
- แปลตรงตัว: “ชิ้นของเค้ก”
- ความหมายจริง: “เรื่องง่ายมาก”
หากนักแปลไม่เข้าใจสำนวนเหล่านี้ บทความจะผิดความหมายทันที
วิธีแก้: ฝึกอ่านบทความหรือดูซีรีส์ภาษาอังกฤษเพื่อเก็บสำนวนบ่อย ๆ จะช่วยให้เข้าใจมากขึ้น
-
ไม่แม่นเรื่องไวยากรณ์
ความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมทางภาษาทำให้นักแปลจำเป็นต้องตัดคำหรือเพิ่มคำโดยไม่ทำให้ความหมายผิดหรือคลาดเคลื่อน ในกรณีที่นักแปลไม่แม่นเรื่องไวยากรณ์มักแปลข้อมูลขาดโดยไม่ตั้งใจ หรือแปลเกินต่อเติมเข้าไปจนบิดเบือนเนื้อหา ไม่รักษาความหมายตามต้นฉบับเดิม หรือการแปลตามลำดับคำแบบภาษาอังกฤษ เนื้อหาบทความขาด ๆ เกิน ๆ อ่านแล้วไม่ต่อเนื่อง อีกสาเหตุเกิดจากการแปลยึดติดกับภาษาเดิมมากเกินไปจนทำให้แปลแล้วแปร่งผิดธรรมชาติ ส่งผลให้อ่านไม่รู้เรื่อง นับเป็นอีกเรื่องที่เจ้าของเว็บไซต์ที่ใช้บริการแปลภาษามักพบปัญหานี้ได้บ่อยเช่นกัน วิธีการแปลที่ดีที่สุดคือการฝึกอ่านบทความบ่อย ๆ และฝึกฝนให้เข้าใจไวยากรณ์มากขึ้น ช่วยให้ถ่ายทอดความหมายชัดเจนและแปลภาษาอย่างสละสลวย อ่านแล้วรู้สึกต่อเนื่องเป็นธรรมชาติไม่สะดุด
ตัวอย่าง 1: ประโยคซ้อนเหตุผล
ต้นฉบับ: Although he studied hard, he didn’t pass the exam.
แปลผิด (เกือบถูก): “ถึงแม้ว่าเขาได้เรียนหนัก เขาไม่ผ่านการสอบ”
ใช้คำว่า เรียนหนัก ซึ่งตรงตัวเกินไป และโครงสร้าง “เขาได้เรียนหนัก” ฟังดูแปลก ไม่ใช่ธรรมชาติของไทย
แปลถูก: “แม้ว่าเขาตั้งใจอ่านหนังสืออย่างหนักแต่ก็สอบไม่ผ่าน”
ตัวอย่าง 2: กริยาที่เกือบถูกแต่ผิดนิดเดียว
ต้นฉบับ: The manager suggested that we postpone the meeting until next week.
แปลผิด (เกือบถูก): “ผู้จัดการแนะนำว่าเราควรเลื่อนการประชุมไปอาทิตย์หน้า”
ฟังดูแทบจะถูก แต่คำว่า แนะนำ เบี่ยงความหมายไป เพราะ suggested ในบริบทนี้ใกล้กับ “เสนอ” มากกว่า “แนะนำ”
แปลถูก: “ผู้จัดการเสนอให้เราเลื่อนการประชุมไปเป็นสัปดาห์หน้า”
ตัวอย่าง 3: คำที่ทำให้โทนผิด
ต้นฉบับ: She looked at him with tears in her eyes, but she didn’t say a word.
แปลผิด (เกือบถูก): “เธอมองเขาด้วยน้ำตาในดวงตา แต่เธอไม่พูดคำใด”
ฟังดูแปลกตรง “น้ำตาในดวงตา” (ซ้ำซ้อน) และ “ไม่พูดคำใด” ออกแข็งกระด้าง
แปลถูก: “เธอมองเขาด้วยน้ำตาคลอเบ้า แต่เธอไม่เอ่ยสักคำ”
จะเห็นว่าต้องดูบริบททั้งหมด แปลโดยคงรักษาความหมายจากต้นฉบับไว้ ไม่เติมแต่ง ไม่ตัดออก หากแปลผิดไปเล็กน้อยผู้อ่านจะรู้สึกว่ามีอะไรแปลกไปไม่ธรรมชาติ อ่านแล้วไม่รู้สึกอยากอ่านต่อก็เป็นได้
-
ขาดความรอบคอบ
การแปลภาษาอังกฤษเป็นไทย หากนักแปลไม่ตรวจทานงานให้รอบคอบ อาจทำให้เกิดความผิดพลาดที่ส่งผลต่อความหมาย ความน่าเชื่อถือ และภาพลักษณ์ของเว็บไซต์ได้ ความผิดพลาดเหล่านี้อาจเป็นเพียงการสะกดผิด การใช้คำที่ไม่ตรงบริบท หรือการมองข้ามรายละเอียดเล็ก ๆ ที่เปลี่ยนความหมายไปโดยสิ้นเชิง แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับผู้อ่านแล้วสามารถทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ทันที
ตัวอย่าง 1: เรื่องกาลเวลา (Tense)
ต้นฉบับ: By the time we arrived, the movie had already started.
แปลผิด (เกือบถูก): “ตอนที่เรามาถึง หนังเริ่มไปแล้ว”
ก็พอเข้าใจได้แต่ยังไม่ชัดเจนและอาจทำให้เข้าใจผิด เพราะว่า had already started คือ “เริ่มไปแล้วก่อนหน้า” มีนัยว่าหนังดำเนินไปสักพักแล้ว ไม่ใช่เพิ่งเริ่ม
แปลถูก: “ตอนที่เรามาถึง หนังได้เริ่มฉายไปแล้วก่อนหน้านั้น”
ตัวอย่าง 2: การใช้คำที่ใกล้เคียงแต่โทนผิด
ต้นฉบับ: The results are consistent with our expectations.
แปลผิด (เกือบถูก): “ผลลัพธ์สอดคล้องกับความหวังของเรา”
คำว่า expectations ในที่นี้หมายถึง “สิ่งที่คาดการณ์ไว้” ไม่ใช่ “ความหวัง”
แปลถูก: “ผลลัพธ์เป็นไปตามที่เราคาดการณ์ไว้”
ตัวอย่าง 3: ความหมายแฝงทางอารมณ์
ต้นฉบับ: She finally managed to convince her parents.
แปลผิด (เกือบถูก): “ในที่สุดเธอก็สามารถบังคับพ่อแม่ได้”
แปลถูก: “ในที่สุดเธอก็สามารถโน้มน้าวพ่อแม่ได้สำเร็จ”
คำว่า convince หมายถึง “โน้มน้าว / ทำให้เชื่อ” ไม่ใช่ “บังคับ” การเลือกคำผิดทำให้โทนของประโยคแข็งกร้าวเกินไป
นักแปลจึงต้องรอบคอบยิ่งขึ้น ตรวจทานงานก่อนส่งทุกครั้ง อ่านทวนเหมือนเป็นผู้อ่านจริง ๆ จะช่วยลดข้อผิดพลาด
การแปลภาษาอังกฤษเป็นไทยที่ดีไม่ใช่แค่การแทนคำ แต่คือการถ่ายทอดความหมายให้ถูกต้อง อ่านลื่นไหล และสอดคล้องกับบริบท ผู้อ่านเข้าใจได้ทันทีโดยไม่ต้องตีความซ้ำ หากเว็บไซต์ของคุณต้องการเนื้อหาคุณภาพ 1000content ก็มีบริการ รับแปลภาษาอังกฤษ โดยนักแปลที่มีประสบการณ์ เข้าใจทั้งภาษาไทยและอังกฤษ สามารถถ่ายทอดความหมายถูกต้องตามต้นฉบับของเจ้าของภาษาและเรียบเรียงเนื้อหาที่น่าอ่านและน่าเชื่อถือได้
งานแปลที่ดีไม่เพียงแต่ทำให้ผู้อ่านติดตามต่อ แต่ยังช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับเว็บไซต์ของคุณ เกิดความได้เปรียบคู่แข่งธุรกิจประเภทเดียวกันได้มากยิ่งขึ้น